แก้ความกลัวกับการติดตม.

การเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศนั้นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยก็คือการตรวจคนเข้าเมืองหรือที่เรียกว่าการได้รับการตรวจจากตม.นั่นเอง และเรื่องนี้ถทอว่าเป็นสิ่งที่กวนใจใครหลายคนอย่างมาก ทั้งคนที่เพิ่มเคยไปเที่ยวในต่างประเทศครั้งแรกรือคนที่อาจจะเคยไปเที่นสในสต่างประเทศหลายครั้งและหลายประเทศแล้ว

ก็ตาม ก็ยังคงมีความกังวลใจเสทอว่าเรานั้นจะติดตม.หรือไม่หรือว่าตม.จะถามคำถามอะไรเราไหมและถ้าหากต้องติดตม.ขึ้นมาเราจะทำอย่างไร แน่นอนว่าก่อนการไปเที่ยวหลายคนจึงมักกังวลเรื่องนี้และบางครั้งทำให้เกิดความกังวลที่มากเดินไปทำให้เกิดการวิตกกังวลและเมื่อต้องมีการตรวจสอบจากตม.นั้นเราจะแสดงท่าทีหรืออาการที่เป็นพิรุจหรือน่าสงสัยได้และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เรานั้นเกิดการติดตม.ขึ้นมาจริงๆก็ได้นั่นเอง

การที่จะสามารถแก้ความกลัวจากตม.ในประเทศต่างๆได้นั้นสิ่งแรกที่จำเป็นจะต้องทำอย่างยิ่งคือการเลิกหาข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การติดตม เพราะยิ่งเราหาข้อมูลมากท่าไหร่เราก็จะยิ่งมีความกลัวมากขึ้นเท่านั้นนั่นเองดังนั้นแล้วการไม่หาหรือไม่อ่านประสบการณ์ติดตมนั้นก็จามารถช่วยลดความกังวลและความกลัวได้นั่นเอง

และสิ่งที่คสรจะทำเพื่อลดความกลัวที่ดีก็คือการหาข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ในการผ่านตมมากกว่าเพราะนอกจากจะทำให้เรารู้สึกสบายใจและลดความกลังวลในการตื่นกลัวได้แล้วนั้น ผู้ที่ผ่านตมได้ก็มักจะแชร์ประสบการณ์ของตัวเองนั้นว่าควรทำอย่างไรเพื่อที่จะผ่านตมได้นั่นเอง

การเตรียมเอกสารและการตอบคำถามก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดความกลัวและคลายความกังวลในการที่จะติดตมได้ เพราะถ้าหากเรนั้นมีการเตรียมเอกสารต่างๆไม่ว่าจะเป็นเอกสารในการเดินทาง หนังสือเดินทางสิ่งที่สามารถยืนยันตัวตนเราได้ ตั๋วเครื่องบินสำคัญอย่างลืมพก ใบยืนยันการจองโรงแรมด้วยและการตอบคำถาม

โดยส่วนใหญ่คนที่มักจะกลัวการติดตมนั้นจะเป็นคนที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้หรือไม่คล่องในการสื่อสารภาษาอังกฤษนั่นเอง ทำให้เกิดความกังวลใจวลใจว่าถ้าหากตมถามคำถามนั้นเราจะสามารถตอบได้หรือไม่แล้วถ้าหากตอบไม่ได้เราก้จะต้องติดตมใช่ไหม

ซึ่งความจริงแล้วนั้นโดยส่วนใหญ่ตมมักจะไม่ได้ถามนักท่องเที่ยวทุกคนแอต่ตมจะถามในคนที่ดูน่าสงสัยเท่านั้นและคำถามที่ถามส่วนใหญ่ก็เป็นคำถามง่ายๆ ดังนั้นแล้วการเตรียมการตอบคำถามไปนั้นก็สามารถช่วยลดความกลัวในการตรวจหรือถูกถามคำถามจากตมได้นั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  จีคลับคาสิโนออนไลน์

ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ที่เมืองฮอกไกโดกินอะไรดี

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเปรียบเสมือนดั่งอาณาจักรอาหารของประเทศญี่ปุ่น และมีอาหารขึ้นชื่อประจำเมืองแต่ละเมืองอย่างมาก และหนึ่งในจังหวัดที่มีอาหารอร่อยที่สุดของญี่ปุ่นนั้นก็คือฮอกไกโด ซึ่งที่นี่มีอาหารหลากหลายมาก ซึ่งถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวแล้วต้องไม่ควรพลาด

ซุปแกงกะหรี่ (Soup Curry) ที่เกาะฮอกไกโดนั้นถือเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ที่เกาะฮอกไกโดจะมาเป็นแบบซุปน้ำๆ ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่นที่เป็นแบบข้นๆ มักจะเสิร์ฟมากินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ตัวซุปจะอัดแน่นไปด้วยสมุนไพร เครื่องเทศ ผักต่างๆหั่นชิ้นใหญ่ ในส่วนของส่วนผสมอื่นๆอาจจะมีทั้งไข่ เนื้อ และฯลฯ สามารถเลือกความเผ็ดได้หลายระดับตามความชอบ

ปูฮอกไกโด (Hokkaido Crab) ใครไปที่เกาะฮอกไกโดแล้วไม่ได้กินปูล่ะก็ถือว่ามาไม่ถึงฮอกไกโดเลยเชียวล่ะ ถือเป็นอาหารที่สามารถหามากินได้ทั่วทุกภัตตาคารในฮอกไกโด และเพราะเป็นเกาะที่อยู่ติดกับทะเลจึงมีปูให้เลือกสรรมากินได้หลากหลายแบบทั้ง ปูทาระบะ ปูหิมะ ปูยักษ์ ปูขน แถมยังเลือกวิธีการทำได้อีกด้วยทั้งต้ม เผา หรือกินคู่กับข้าวก็ได้

เบียร์ซัปโปโระ (Sapporo Beer) รู้กันมั้ยว่าที่ฮอกไกโดนั้นถือเป็นแหล่งกำเนิดของเบียร์ในญี่ปุ่นเลยล่ะ มีโรงกลั่นท้องถิ่นมากมายตั้งอยู่ภายในเกาะ และเบียร์ซัปโปโระถือเป็นเบียร์ที่ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเป็นเบียร์ที่มีอายุเก่าแก่และเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ถึงขนาดมีพิพิธภัณฑ์ของเบียร์ยี่ห้อนี้ไว้คอยให้บริการศึกษาประวัติศาสตร์ของเบียร์อีกด้วย

เมล่อนยูบาริ (Yubari Melon) เป็นเมล่อนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาแพงมากที่สุดในโลก แต่ถึงจะมีราคาแพงแต่ก็มีชื่อเสียงในเรื่องของคุณภาพสูง รสชาติหวานหอมอร่อย ถ้าถามว่าแพงขนาดไหนในปี ค.ศ. 2016 เมเล่อนยูบาริหนึ่งคู่ถูกประมูลด้วยราคาสูงถึง 3 ล้านเยน ส่วนในปี ค.ศ. 2018 ยิ่งแพงขึ้นไปอีกด้วยราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 3.2 ล้านเยนกันเลยทีเดียวค่ะ

โซบะ (Soba Noodles) ถึงจะดูเป็นเมนูอาหารพื้นๆที่หาลองกินได้ทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น แต่ที่เกาะฮอกไกโดนั้นก็ถือเป็นเมนูที่ยังน่าลองอยู่เชียวล่ะ โดยเส้นโซบะจะทำมาจากแป้งบักวีต ตัวเส้นจะหนา หนุบหนับ เหนียวนุ่ม กินได้ทั้งแบบร้อนและเย็น  แบบร้อนเหมาะที่จะกินในฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ส่วนแบบเย็นเหมาะที่จะกินในฤดูร้อน

ซึ่งเมนูที่กล่าวมาทั้งหมด หากใครที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น และเมืองฮอกไกโดแล้วไม่ได้รับประทานหล่ะก็จะถือว่าไปไม่ถึงเมืองฮอกไกโดนะ

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

เที่ยวหลังหมดโควิด19

โรคระบาดที่มีชื่อว่าโควิด19นั้นถือเป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่และกินระยะเวลาในการเกิดที่ค่อนข้างยาวนานมากเลยทีเดียว ทำให้นักเดินทางทั้งหลายต้องพับแพลนในการท่องเที่ยวประจำปีหรือประจำเดือนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ถือว่าการเกิดโรคระบาดนั้นเป็นสิ่งที่สร้างความเศร้าใจให้กับเหล่านักเดินทาวจำนวนไม่น้อย บ้างก็ไม่ได้เสียหายอะไรจากการจองสิ่งต่างๆในการไปเที่ยวก็ถือเป็นเรื่องโชคดีแต่บางคนก็อาจจะต้องสูญเงินหลักหมื่นที่ได้มีการจองสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นที่พักตั๋วเครื่องบินหรืออื่นๆ เพราะสิ่งที่จองไปนั้นอาจจะไม่อยู่ในเงื่อนไขโรคระบาดจึงไม่สามารถคืนเงินให้ได้นั่นเอง บอกเลยว่าเหล่านั้นท่องเที่ยวนั้นวุ่นวายกันอย่างมาก ทั้งเสียเงินและเสียใจที่ไม่สามารถไปเที่ยวในสถานที่ที่แพลนไว้ได้นั่นเอง

โดยโควิก19นั้นเริ่มมีการแพร่ระบาดในประเทศจีนตั้งแต่ปลายปี2019และไม่สามารถควบคุมได้และทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี2020จนปลายปีสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ทำให้มีการลดมาตรการการควบคุมต่างๆลงและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเริ่มพากันเปิดทำให้สามารถเริ่มท่องเที่ยวได้แล้วนั่นเอง

ถึงแม่สถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับแต่การป้องกันในเบื้องต้นเช่นการวัดไข้ก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ การใช้แอลฮอร์เจลล้างมือก่อนเข้าสถานที่ท่องเที่ยว การขอข้อมูลไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่พักอาศัยและเบอร์โทรศัพท์เป็นต้น ถือว่ายังคงต้องมีมาตรการในการเบื้อต้นเช่นนี้ต่อไป เพื่อลดปริมาณการติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อนั่นเอง 

ในช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้นแล้วนั้นถึงแม้ว่าทุกคนจะสามารถเริ่มออกไปใช้ชีวิตได้ปกติกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราก็ควรจะให้ความร่วมมือถ้าหากต้องออกไปเที่ยวควรจะรักษามาตรการการคัดกรองเบื้องต้นกับสถานที่ต่างๆด้วย

เพราะถ้าหากได้รับการร่วมมือจากทุกคนก็จะทำให้การเกิดความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อหรือการระบาดของเชื้ออีกรอบนั้นลดลงด้วยเช่นกัน เช่นการสวมใส่หน่ากากอนามัยในวถานที่ที่ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเปิดหรือสถานที่ท่องเที่ยวแบบเป็นถือว่าการสวมใส่หน้ากากอนามัยนั้นเป็นเรื่องที่จะเป็นและเป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยในการแพร่กระจายหรือความเสี่ยงในการที่จะเกดิโรคระบาดได้นั่นเอง

ในตอนนี้ถึงแม้จะออกไปท่องเที่ยวได้แล้วแต่ในบางสถานที่ก็ยังๆไม่สามารถท่องเที่ยวได้อย่าง100%อาจจะต้อรอสถานการณ์นิ่งกว่านี้นั่นเอง ดังนั้นแล้วเราสามารถไปเที่ยวได้แต่ต้องอยู่ในมาตรการและรักษากฎตามที่ทางสถานที่ท่อเที่ยวกำหนดอย่างเคร่งครัดนั่นเองเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนรอบข้างด้วย

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

ร้านอาหารที่ควรไปลองกินเมื่อไปเที่ยวโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่หลายๆคนนึกถึงและมักจะพูดถึงเป็นอันดับ 1 เลยก็คือเรื่องของอาหาร เพราะประเทศญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับอาหารการกินเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ ขั้นตอนการล้าง จนไปถึงการปรุงรสของอาหาร ทำให้อาหารญี่ปุ่นมีรสชาติที่อร่อยและสดใหม่ ได้รสชาติของวัตถุดิบชั้นดีเข้าไปเต็มๆ จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมอาหารญี่ปุ่นถึงได้รับความนิยมในไทย

และมีร้านอาหารเปิดขึ้นมากมาย หลายๆคนถึงขั้นเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นและไปลองอาหารต้นตำหรับกันถึงถิ่นกันเลยทีเดียว โดยส่วนมากเมืองที่ทุกคนเลือกไปที่แรกเมื่อไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นก็คือ โตเกียว และอีกเมืองหนึ่งก็คือโอซาก้า ซึ่งโอซาก้าเป็นอีกเมืองที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว และเป็นอีกแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย แถมโอซาก้ายังมีร้านอาหารอร่อยๆเยอะมากๆ

ซึ่งถ้าใครได้ไปท่องเที่ยวบอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดร้านเหล่านี้ค่ะ

  1. Byakuan ร้านอุด้งอร่อยๆที่ราคาไม่แพง เส้นอุด้งทำมาจากแป้งข้าวสาลี ตัวน้ำซอสทำมาจากปลาอิวาชิ หรือ ปลาซาร์ดีน สาหร่ายคอมบุจากฮอกไกโด  และปลาคัทซึโอะ ทางร้านจะเสิร์ฟมาในถ้วยพร้อมน้ำซุปร้อนๆ หอมอร่อย หรือถ้าจะกินแบบซุปเย็น กับราดแกงกะหรี่ก็อร่อยเหมือนกันค่ะ
  2. Creo-Ru ไปโอซาก้าทั้งทีจะพลาดอาหารขึ้นชื่ออย่างทาโกะยากิได้ยังไง ร้าน Creo-Ru เป็นร้านที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะร้านนี้ขึ้นอย่างมากในเรื่องของคุณภาพและมีทาโกะยากิมีรสชาติให้เลือกอย่างหลากหลาย จริงๆแล้วร้านนี้มีของที่ขึ้นชื่ออีกอย่างก็คือโอโคโนมิยากิอีกด้วย
  3. Kushikatsu Daruma ร้านคุชิคาซึ หรือ ที่เราเคยเห็นกันคุ้นตาก็คือของเสียบไม้ทอดนั้นเอง ร้านนี้เปิดมาอย่างยาวนานกว่า 90 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 กันเลยทีเดียว แบบนี้แล้วมั่นใจในเรื่องของความอร่อยได้เลย โดยของที่นำมาเสียบไม้นั้นก็หลากหลายมาก เช่น เนื้อสัตว์ ชีส ไข่ต้ม มันฝรั่ง กุ้ง มีทบอล ไก่ และ ฯลฯ กินกับน้ำจิ้มซีอี๊วรสหวานคล้ายๆกับน้ำจิ้มทงคัตสึ 
  4. Hozenji Sampei ร้านนี้ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องความนุ่มฟูของโอโคโนมิยากิ ในส่วนของโอโคโนมิยากิหรือที่ใครหลายๆคนเรียกกันว่าแพนเค้กญี่ปุ่นนั้นจะทำมาจากแป้ง ไข่ ผักกะหล่ำ เนื้อสัตว์ และผักอื่นๆ หรือจะเลือกใส่อะไรก็ได้ตามใจชอบมาผสมรวมกัน รสชาติที่ออกมาเลยจะต้องถูกใจคุณแน่นอน โดยที่ร้านจะแนะนำให้คุณท็อปโอโคโนมิยากิของคุณด้วยากิโซบะ เพื่อเพิ่มความอร่อยและทำให้คุณได้กินอิ่มอย่างเต็มที่ไปเลย
  5. Kinryu Ramen ร้านนี้มีสัญลักษณ์ที่หาได้ง่ายมากๆคือมังกรตัวสีเขียวใหญ่ๆอยู่หน้าร้าน ราเมนร้านนี้มีน้ำซุปให้เลือกถึงสามแบบคือ โชยุ มิโซะ และกระดูกหมู แต่บอกเลยทั้งสามแบบหอมอร่อยทั้งหมด แนะนำตอนไปให้หลีกเลี่ยงช่วงเวลาทานข้าว เพราะร้านนี้คนเยอะมากๆ

 

ไปเวียดนามเที่ยวอะไรดี

เหนื่อยกันมั้ย บางครั้งคุณก็เหนื่อยมาจากการเรียน บางครั้งคุณก็เหนื่อยมาจากการทำงาน หรือคุณอาจจะเหนื่อยมาจากเรื่องอื่นๆที่คุณอาจจะประสบพบเจอมาในชีวิตประจำวัน แล้วทำยังไงให้หายเหนื่อยดีล่ะ คำถามนี้คงเคยผุดขึ้นมาในใจของใครหลายๆคน ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีจัดการและหาทางออกให้กับตัวเองแตกต่างกันไป

บางคนพักเหนื่อยด้วยการดูหนัง บางคนพักเหนื่อยด้วยการเล่นคอม บางคนก็พักเหนื่อยด้วยการอ่านหนังสือ และก็มีบางคนเลือกวิธีการพักเหนื่อยของตนด้วยการไปท่องเที่ยว พักผ่อน เหมือนเป็นการพักร้อนไปในตัว ว่าแต่จะไปเที่ยวพักผ่อนทั้งทีจะไปที่ไหนดีล่ะ ก็ไปเวียดนามไง

เพียงแค่คุณได้ไปที่ประเทศเวียดนามแล้วสูดหายใจเข้าให้เต็มปอด คุณก็เหมือนได้รีเฟรชและชาร์จพลังให้กับร่างกายตัวเอง เพราะเวียดนามเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามและอุดมสมบูรณ์ รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างโดดเด่น และสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเวียดนามมีดังนี้

  • Cat Cat Village ตั้งอยู่ที่เมืองซาปาซึ่งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศเวียดนาม เป็นหมู่บ้านของชางม้งดำ โดยชาวบ้านที่หมู่บ้านแห่งนี้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ เรียบง่าย ทำอาชีพทางเกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อไปที่หมู่บ้านแห่งนี้คุณจะได้เห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ทุกพื้นที่เขียวชอุ่ม และยังได้เห็นการทำแปลงนาข้าวแบบขั้นบันไดอันแปลกตาอีกด้วย และเนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ทางเหนือของเวียดนามจึงทำให้สภาพภูมิอากาศนั้นเย็นสบายตลอดปี เหมาะแก่การไปสูดอากาศอันบริสุทธิ์มากๆ
  • บานาฮิลล์ เมืองจำลองประเทศฝรั่งเศสบนหุบเขาสูง เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ เพราะอากาศบนหุบเขาเย็นสบายทั้งปี จึงทำให้เที่ยวได้สนุกอย่างแน่นอน ซึ่งบานาฮิลล์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงตากอากาศ มีมาตั้งแต่ยุคเวียดนามกลางโดยตอนนั้นเวียดนามตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในไฮไลท์ที่ควรทำเมื่อมาบานาฮิลล์คือการนั่งกระเช้าลอยฟ้าค่ะ เพราะเป็นกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก และนั่งไปเลยยาวๆแบบไม่มีจุดแวะพัก มีความยาวมากถึง 5,042 เมตร โดยตอนที่อยู่ในกระเช้าสามารถชมปุยเมฆ หมอกได้อย่างใกล้ชิด และทัศนียภาพของหุบเขาเขียวชอุ่ม บอกได้เลยว่าดื่มด่ำไปกับธรรมชาติได้แบบเต็มๆเลย
  • สะพานสีทอง หรือหลายๆคนอาจจะเรียกว่าสะพานอุ้งมือยักษ์ สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาบานาฮิลล์ เมืองดานัง สะพานแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศเวียดนามเลยก็ว่าได้ โดยสะพานสีทองเป็นสะพานลอยฟ้า มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร และมีความยาวกว่า 150 เมตร โดดเด่นด้วยอุ้งมือหินขนาดยักษ์ที่เหมือนโอบอุ้มสะพานเอาไว้ บนสะพานคุณสามารถชมวิวของบานาฮิลล์และธรรมชาติอันสวยงามจากมุมสูงได้ตลอดสองข้างทาง
  • เมืองโบราณฮอยอัน ถือเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมเลยล่ะค่ะ เพราะฮอยอันนั้นเคยเป็นเมืองท่าทางการค้าในอดีตที่สำคัญของเอเชียอาคเนย์ จึงทำให้เป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก จึงทำให้บ้านเรือนมีความผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เป็นเมืองที่เราสามารถไปเดินชมและซึมซับไปกับประวัติศาสตร์ของเวียดนามได้ดีเลยค่ะ 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้า Ufabet มือถือ

เตรียมตัวเดินทางไปค่ายพักแรม

 การเข้าค่ายพักแรมเป็นกิจกรรมนันทนาการอย่างนึง ที่เสริมสร้างความสามัคคีปรองดอง และปลูกฟังความเมตตา ให้มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ฝึกความ อดทนอดกลั้น รักษาระเบียบวินัย

ช่วยเหลือตนเองในเวลาที่คับครันอย่างหลงป่าติดเกาะ การจัดตั้งค่ายนั้นมีหลายวัตถุประสงค์ต่างออกไป อย่างเช่น บางครั้งก็เป็นการจัดค่ายธรรมะเพื่อให้มาสวดมนต์ทำบุญให้จิตใจสงบ แต่หลายๆปัจจัยก็คือการอยู่รวมกันให้เป็นคอยดูแลช่วยเหลือกันและกัน การเตรียมตัวเดินทางไปนั้นควรเตรียมอะไรบ้าง

1.การเตรียมร่างกายให้พร้อม

  ก่อนเราจะเดินทางไปที่ไหนที่ห่างไกลจากบ้านนั้น เราควรดูตัวเราก่อนว่าพร้อมไปไหมและดูแลร่างกายให้พร้อมแข็งแรงอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ไปถึงที่และเป็นภาระคนที่ต้องดูแล ถ้าเรารู้ตัวว่าไปไม่ไหวมีไข้ไม่สบายควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน ถ้าหากฝืนทำกิจกรรมต่อไปแล้วนั้นอาจจะเกิดไข้ขึ้นสูงจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลพักรักษาตัวอยู่หลายวัน เป็นอันตรายต่อชีวิต

2.เตรียมเครื่องใช้ส่วนตัว

  สิ่งที่เราจะขาดไม่ได้เลยนั้นคือ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเราที่มีแค่เราเท่านั้นที่ใช้ไม่ใช่ของสวนร่วมที่ใช้ด้วยกัน เช่น แปรงสีฟัน สบู่ ยาสระผม และควรพกไม้ปั่นหูไปด้วยเพราะอาจมีกิจกรรมที่ป้นโคลน เปื้อนน้ำ การทำความสะอาดจุดที่เอื้อมไม่ถงเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะจุดเหล่านั้นเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค เสื้อผ้าก็ด้วยเช่นกัน ไม่ควรใช้กับคนอื่นเราต้องเตรียมไปใช้ของเราเอง 

3.ยาสามัญประจำบ้าน

  ยาเป็นสิ่งสำคัญมาก และที่ควรพกไปคือยาสามัญจำพวกเช่น ยาแก้ไข้ แก้ไอ หรือยาทาสำหรัญแผลฟกช้ำเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอุบัตติเหตุหรือเป็นไข้ไม่สบายตอนไหนอย่างน้อยยาที่เตรียมไปก็สามารถบรรเทาอาการเหล่านั้นได้บางไม่มากก็น้อย ส่วนคนที่มีโรคประจำตัวแล้วนั้นก็ควรเตรียมยาของตัวเองไปด้วยให้เพียงพอต่อหลายๆวันที่ค้างคืนและเมื่อทำกิจกรรมไม่ไหวให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพราะอาจจะเกิดเหตุถึงขั้นเสียชีวิตได้

4.เครื่องนุ่งห่ม

  เราที่ไม่รู้สภาพอากาศของที่พักแล้วว่าร้อนหรือหนาวควรเตรียมอุปกรณ์เครื่องนุ่งห่มไปด้วยถึงที่พักจะเตรียมไว้แล้วแต่เราไม่รู้ว่าจะเพียงพอต่อเราหรือไม่ถึงจะพอแต่จะให้ความอบอุ่นได้ไหม ดังนั้นเราต้องเตรียมไปเองด้วยอย่างน้อยก็เสื้อกันหนาว ถ้าเตรียมผ้าห่มไปด้วยได้ยิ่งดี

5.อุปกรณ์อำนวยความสะดวก

   เครื่องมืออำนวยความสะดวกนั้นเอาไว้ใช่ยามจำเป็นอย่างเช่น ไฟฉาย ถ้าเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ก็ ต้องเอาที่ชาร์แบต ปลั๊กพ่วงไปด้วย

7 ที่เที่ยวจังหวัดสระแก้ว

จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่มีพื้นที่ติดกับชายแดนของประเทศกัมพูชา ซึ่งรายล้อมไปด้วยโบราณสถานเก่าแก่มากมายที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และบรรยากาศธรรมชาติที่รอให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายได้เดินทางไปสัมผัส

  1. วัดนครธรรม เป็นวัดที่มีความเก่าแก่ โดยภายในของวัดจะมีหลวงพ่อขาว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณที่มีตำนานความศักดิ์สิทธิ์เล่าขานกันมาอย่างมากมาย พระพุทธรูปองค์นี้ถูกพบในปี พ.ศ. 2468 แต่ก็ยังไม่มีใครทราบถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นพระพุทธรูปในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง มีเพียงแต่ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานกันมาเป็นเวลานานเท่านั้น
  2. ปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสระแก้ว นักโบราณคดีให้ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 และอาจเป็นสถานที่เพื่อใช้ในการทำพิธีกรรมของศาสนาฮินดูในสมัยก่อน
  3. วัดถ้ำเขาฉกรรจ์ ภายในวัดถ้ำเขาฉกรรจ์แห่งนี้มีภูเขาหินปูนที่มีความสูงประมาณ 324 เมตร มีทั้งหมด 3 ลูก และภายในวัดแห่งนี้ยังมีถ้ำเล็ก ๆอีก 12 แห่ง วัดนี้จึงเป็นวัดที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง มีความลึกลับ น่าค้นหา และดูมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ปัจจุบันภายในถ้ำทั้ง 12 แห่ง มีความธรรมชาติซะจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค้างคาว ผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมในแต่ละถ้ำจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการเข้าไป
  4. น้ำตกเขาตะกรุบ เป็นสถานที่ ๆสามารถเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศความเป็นธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด น้ำตกแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้เป็นอย่างมาก ให้ความร่มเย็นแก่ผู้ที่เดินทางเข้าไป และบริเวณรอบ ๆนั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่า นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปจึงควรระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยของช้าง
  5. ถ้ำเขาศิวะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ควรที่จะมีผู้นำทางไปด้วย เพราะภายในถ้ำเขาศิวะแห่งนี้มีความมืดมาก ระยะทางในถ้ำค่อนข้างลึก และมีระดับน้ำในถ้ำมาก นักท่องเที่ยวควรพกอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้เข้าไปเพื่อความสะดวกปลอดภัยด้วย
  6. ถ้ำเพชรโพธิ์ทอง ภายในถ้ำแห่งนี้มีระยะทางค่อนข้างลึกทีเดียว แต่มีความงดงามของธรรมชาติอยู่ตลอดทั้งเส้นทาง เป็นถ้ำที่ลอดผ่านใต้ภูเขาใหญ่ โดยส่วนใหญ่ภายในถ้ำจะเป็นหินสีขาวแทบจะทั้งหมด เมื่อถูกกับแสงไฟจะเกิดประกายให้ความงดงามเป็นอย่างมาก และยังมีอากาศที่เย็นสดชื่น เพราะเป็นถ้ำโปร่งจึงมีอากาศที่ถ่ายเทได้สะดวก สาเหตุที่มีชื่อว่าถ้ำเพชรโพธิ์ทองก็มากจากบริเวณผนังรอบ ๆถ้ำ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่มีลักษณะคล้ายกับใบของต้นโพธิ์เรียงรายกันอยู่นั่นเอง

7. ถ้ำหาดทรายแก้ว เป็นถ้ำที่เหมาะกับนักผจญภัยเป็นอย่างมาก เพราะมีการจัดกิจกรรมการโรยตัวจากหน้าผาให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมได้ หากผู้ที่ต้องการจะมาผจญภัยที่ถ้ำแห่งนี้ควรแต่งกายให้เตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งนี้เพื่อความสะดวก และปลอดภัยด้วย

พาเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน

วันนี้เราจะพาไปเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานหรืออีกชื่อหนึ่งคือเขื่อนรัชชประภาซึ่งคืนนี้จะอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยอยู่ในพื้นที่ที่ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาสก สำหรับที่เขียนเชี่ยวหลานแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างนิยมพากันมาเที่ยวเป็นจำนวนมากเราที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่

และใส่น้ำเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามและเงียบสงบเหมาะแก่การมาชาร์ทพลังเพิ่มสำหรับคนที่เพิ่งเหนือจากการทำงานการที่ได้มาดูมาเที่ยวธรรมชาติจะทำให้คุณกลับมามีพลังในการทำงานอีกครั้งวันนี้เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนเชี่ยวหลานมาแนะนำให้ทราบกันเพื่อที่จะได้เป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าอยากจะไปเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานหรือไม่

  1. เขื่อนเชี่ยวหลานมีพื้นที่รอยต่ออยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาสกดังนั้นหากมาเที่ยวที่นี่แล้วคุณสามารถแวะไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาสกที่อยู่ใกล้ๆได้ด้วย
  2. ที่เขื่อนเชี่ยวหลานแห่งนี้จะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ให้นักท่องเที่ยวได้มาล่องเรือชมความงามของธรรมชาติ
  3. ที่เขื่อนเชี่ยวหลานจะมีภูเขาหินปูนล้อมรอบเขื่อนซึ่งภูเขาแต่ละลูกจะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันรวมถึงมีต้นไม้เขียวขจีขึ้นเต็มไปหมดทำให้ที่นี่ดูสวยงามแปลกตาจนนักท่องเที่ยวหลายคนที่เคยเดินทางมาเที่ยวที่นี่ต่างได้ที่นี้กันว่ากุ้ยหลินเมืองไทย
  4. การมาเที่ยวที่เขื่อนเชี่ยวหลานนักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่จะนอนพักค้างคืนก็ได้จะมีบริการที่พักบนแพกลางน้ำและจะมีรีสอร์ทต่างๆที่อยู่ใกล้ใกล้กับเขื่อนเชี่ยวหลานคอยให้บริการที่พักซึ่งส่วนใหญ่ที่พักที่นี่ต้องจองกันล่วงหน้าเพราะมีนักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมากแต่ถ้าใครไม่ต้องการพักค้างคืนก็สามารถเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้โดยเป็นการท่องเที่ยวตามจุดชมวิวต่างๆหรือจะนั่งเรือเที่ยวชมวิวรอบรอบเขื่อนเชี่ยวหลานก็ได้หรือจะเดินเล่นบริเวณสันเขื่อนเชี่ยวหลานก็ยังได้
  5. สำหรับการมาเที่ยวที่เขื่อนเชี่ยวหลานนั้นนอกจากจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริงแล้วที่พักแต่ละที่ที่เราไปเช่าพักก็จะมีกิจกรรมคอยรองรับนักท่องเที่ยวไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เล่นมากมายไม่ว่าจะเป็นการพาล่องเรือชมความงามธรรมชาติของเขื่อนเชี่ยวหลานหรือจะพาไปเที่ยวบนเกาะที่เป็นแหล่งซื้อขายของฝากรวมถึงพาไปกินอาหารอร่อยอร่อยที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่สามารถชมวิวของเขื่อนเชี่ยวหลานได้ด้วยรวมถึงที่นี่นักท่องเที่ยวยังสามารถพายเรือคายักเล่นได้อีกด้วย   แต่ใครที่มาเที่ยวที่นี่น่าจะต้องทำใจนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องการติดต่อจากโลกภายนอกเพราะสัญญาณโทรศัพท์จะไม่ค่อยมีทำให้การมาพักที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับความเงียบสงัดเปลี่ยนแท้จริง

พาเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คือเขื่อนที่เอาไว้กักเก็บน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  ที่ทรงให้สร้างเขื่อนป่าสักขึ้นมา

นั่นก็เพราะว่าพระองค์ต้องการให้เขื่อนนี้คอยกั้นน้ำเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 เดือนธันวาคม ปีพุทธศักราช 2537 ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมชลประทานที่จะเป็นผุ้ที่ดูแลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แห่งนี้  เหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงต้องการให้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แห่งนี้นั่นก็เพราะท่านทรงเห็นว่าแถวลุ่มแม่น้ำป่าสักในทุกทุกปีมักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝน ส่วนหน้าร้อนก็มักจะขาดแขลนน้ำในการใช้ทำงานการเกษตร

ดังนั้น พระองค์จึงทรงโปรดให้ทรงสร้างเขื่อนที่บริเวณนี้ขึ้นเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนแห่งนี้ขึ้นก็ต้องใช้เวลานานกว่า 5 ปีกว่าจะสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เสร็จสิ้น โดยสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 30 เดือนกันยายน ปีพุทธศักราช 2542 ซึ่งในวันทีทำพิธีเปิดให้ใช้งานนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนารถทรงเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในครั้งนั้นด้วย สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้นอยู่ในเขตพื้นที่รอยต่อของทั้งจังหวัดสระบุรีกับจังหวัดลพบุรี

และเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นเขื่อนที่มีความสำคัญสำหรับจังหวัดสระบุรีและจังหวัดลพบุรีเป็นอย่างมาก ตั้งแต่มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่บริเวณแห่งนี้ก็ไม่พบกับปัญหาน้ำท่วมและการขาดแขลนน้ำใช้อีกเลย  และที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นี้ได้เปิดเป็นแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวให้คนได้เข้ามาชมความงามของเขื่อนและที่เขื่อนนี้จะมีสถานที่ให้ปล่อยปลา และมีจุดชมวิวสวยสวยมากมาย

และที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แห่งนี้เองได้มีการจัดอันดับความงามให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและถือว่าเป็นหนึ่งในอันซีน ไทยแลนด์อีกด้วย สำหรับการเดินทางนอกจากจะขับรถยนต์ส่วนตัวมาเที่ยวได้แล้วที่นี่ยังเป็นเส้นทางผ่านของทางรถไฟ ดังนั้น หากใครอยากเที่ยวแบบธรรมชาติสามารถนั่งรถไฟมาชมความงามของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้เลย และในทุกทุกปีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมักจะมีการจัดงานนั่งรถไฟเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนได้มาชมความงามของเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ โดยเรียกรถไฟสายพิเศษนี้ว่า สายกรุงเทพ – เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และชาวบ้านมักจะเรียกรถไฟที่วิ่งผ่านเส้นนี้ว่า รถไฟลอยน้ำ

หอไอเฟล

หอไอเฟล สัญลักษณ์ของเมืองปารีต้องบอกว่าหากเอ่ยชื่อนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก

เพราะสถานที่นี้ คือสถานที่ติดหนึ่งในสิบหรือหนึ่งในห้าของโลกที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันที่จะมาเยี่ยมเยียนให้ได้สักครั้ง เพราะที่นี่เหมือนมีมนต์ตราเสน่ห์หา ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาถ่ายรูปเอาหอไอเฟลมาเป็นพื้นหลัง เก็บเป็นโพรไฟร์ของตัวเอง ซึ่งใครจะเชื่อว่าขนาดตัวผู้เขียนเองนั้น ได้มีโอกาสไปประเทศฝรั่งเศสตั้งห้าหกครั้งแล้ว แต่ทุกๆ ครั้ง ผู้เขียนก็ยังคงต้องไปสถานที่แห่งนี้เพื่อดื่มดำความสุขอย่างไม่รู้จบ เพราะหากใครได้ลองมาที่นี่แล้ว จะมีความรู้สึกได้เหมือนกับว่าทุกๆครั้ง

ที่มาที่นี่บรรยากาศและสิ่งรอบข้างจะเปลี่ยนไปตลอดทั้งผู้คน สถานที่รอบข้าง ฤดูกาลที่เรามา หรือแต่แม้มุมหรือจุดที่เรายืนมองดูหอไอเฟลนั้น ก็จะให้ความรู้สึกต่างกันๆออกไปทุกๆครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ว่าจะไปที่นี่สักกี่ครั้ง และทุกครั้งที่ไป ผู้เขียนจะใช้เวลานั่งมองดูหอไอเฟลนี้อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง เพราะความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ที่นี่คือที่ที่มีเสน่ห์อย่างแท้จริง เพราะหลายๆครั้งที่ผู้เขียนลองไปยืนมองดูหอไอเฟลระยะใกล้หรือระยะไกล มองจากฝั่ง ทอร์คาโด หรือมองจากฝั่งแม่น้ำแซน

หรือนอนมองจากฝั่งสวนสาธารณะ ที่นี่ก็ยังคงสวยงามและดึงดูดใจทุกๆครั้งที่ได้มาเยือน แต่ใครจะรู้เหล่าว่ากว่าที่จะเป็นหอไอเฟล มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นเปรียบเสมือนแลนด์มาร์กของประเทศฝรั่งเศสนั้น ต้องบอกว่า หอไอเฟลนี้ใช้เวลาสร้างนานมา จากสถาปนิกผู้ออกแบบ มีนามว่า กุสตาฟ ไอเฟล ซึ่งตอนหลังจากสร้างเสร็จ หอคอยนี้จึงถูกตั้งชื่อเป็นเกียรติประวัติของตัวเค้าเอง แต่ที่บอกว่า หอไอเฟลนี้ใช้เวลาในการสร้างนานมาก

ก็เนื่องจากสมัยช่วงที่สร้างแรกๆ นั้น ประชาชนชาวฝรั่งเศส ไม่ค่อยจะปลื้มและชอบรูปแบบกันมากนัก เพราะประชาชนส่วนใหญ่มองว่า ทำไมเอาโครงเหล็กมาต่อเป็นชั้นๆ สร้างสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดูแล้วไม่ทันสมัยและไม่สวยงาม แต่ ตัวกุสตาฟ ไอเฟล เองก็ไม่ได้แคร์สายตาหรือฟังเสียงกลุ่มคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก แต่ยังคงสร้างและออกแบบโครงสร้างนี้ให้สูงไปเรื่อยๆ

ซึ่งถ้าหากเทียบเท่าตึกสูง 81 ชั้นเลยทีเดียว และเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ประชาชนเหล่านั้นก็เปลี่ยนใจและกลับมาชมเชย กุสตาฟ ไอเฟล ว่านี้คือสุดยอด สถาปตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพราะสิ่งที่เค้าทำและออกแบบนั้น มาล้ำสมัยไปถึงอนาคตแล้ว และใครจะรู้ว่า หอไอเฟล แห่งนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาที่แห่งนี้ไม่ต่ำกว่า หกล้านคนต่อปีทีเดียว ขอบคุณ กุสตาฟ ไอเฟล ที่มีสถานที่แห่งนี้ให้อยู่ในใจของผู้เขียนตลอดไป